|  Page View  3,410 views

ทุกอย่างที่เกิดขึ้น มีเหตุผลของมันเสมอ

มีเรื่องมากพอให้ใส่ใจ/ถ้าเราใส่ใจกันมากพอ…If you care enough

ในบรรดาคำปลอบโยน ให้กำลังใจทั้งหมดทั้งมวลที่ได้ยิน ได้อ่าน หรือกระทั่งคิดได้เองนั้น คำที่เราชอบที่สุดคำหนึ่งก็คือ “ทุกอย่างที่เกิดขึ้น มีเหตุผลของมันเสมอ” หรือ “Everything happens for a reason.”

     ฟังตอนแรกอาจรู้สึกว่า ปลอบเหมือนไม่ได้ปลอบ ตอบคำถามเหมือนไม่ได้ตอบ เผลอๆ บางทีถ้าเรากำลังเสียใจอะไรหนักๆ มา เช่น อกหักรักคุด ทีมฟุตบอลสุดรักแพ้หลุดลุ่ย ทะเลาะกับเพื่อน โดนเจ้านายด่า ลูกค้าเมิน ฯลฯ แล้วมีใครมาบอกกับเราในเวลาที่เราหน้าตาเป็นตูดหมึกอยู่ว่า “ทุกอย่างที่เกิดขึ้น มีเหตุผลของมันเสมอ” เราอาจจะรู้สึกหงุดหงิดเล็กน้อย บางจังหวะอาจถึงระดับมากที่สุด เพราะลึกๆ ก็รู้อยู่แล้วล่ะว่ามันจริง เพียงแต่ยังไม่อยากฟังตอนนั้น แล้วพอเวลาผ่านไป พายุอารมณ์สงบลง แปลกที่เรากลับเข้าใจประโยคนั้นได้อย่างลลึกซึ้งมากขึ้น และยอมรับสิ่งที่เกิดขึ้นได้ในที่สุด  ทั้งที่มันก็เป็นประโยคเดียวกัน ความจริงเดียวกัน

     นี่ล่ะมั้งที่เขาว่า ความจริงก็คือความจริง จะรับได้ตอนไหนมันก็ยังเป็นความจริงอยู่ดี ตกลงแล้ว ปัญหากลับไม่ได้อยู่ที่ตัวความจริงเอง แต่มันอยู่ที่เรารับได้ตอนไหนต่างหาก

เพื่อนบางคนของเรา หรือแม้กระทั่งตัวเราเอง จึงมักจะพูดบ่อยๆ ว่า รู้แล้ว…แต่ขอเศร้าก่อน ขอเซ็งก่อน ซึ่งมันก็ถูกไปอีกแบบ เพราะจิตใจของคนเราอาจถูกออกแบบมาให้ปะทะกับเรื่องหนักๆ ก่อน แล้วด้วยเวลา อารมณ์ ความคิด ของคนคนนั้น ก็จะค่อยๆย่อยเรื่องหนักๆนั่น มาเป็นบทเรียน เป็นวิธีคิดในแบบของตัวเอง ที่จะนำไปปลอบโยน บำบัดจิตใจของตัวเองในอนาคต ซึ่งเราคงไม่อาจไปบอกให้ใครเขาคิดเหมือนเราได้ เพราะคนเรามันไม่มีวันเหมือนกัน ตราบใดที่เราเจอประสบการณ์แตกต่างกันมาตั้งแต่เกิดขนาดนี้

     ระยะหลังเวลาเจอเพื่อนๆ ที่อารมณ์เหวี่ยงๆ มา ก็เลยมักจะไม่ค่อยปลอบใจอะไรมากมาย นอกจากบอกว่า “ชั้นว่าเธอคงรู้ล่ะว่า ทุกอย่างที่เกิดขึ้น เพราะมันมีเหตุผลของมัน” จากนั้นก็ชวนเพื่อนไปกินข้าว ดูหนัง กินกาแฟ ทำอะไรต่อมิอะไรตามปกติ เพราะรู้ว่าวันหนึ่งเพื่อนเราก็จะคิดได้้ ยกเว้นว่ามันสาหัสจริงๆ แบบที่ประเมินแล้วว่า ชาตินี้มันอาจคิดเองไม่ได้ ก็จะเปิดฉากตักเตือนหรือว่ากันแรงๆ สักครั้ง

     แต่พูดก็พูดเถอะ ที่ว่า “ทุกอย่างที่เกิดขึ้น มีเหตุผลของมันเสมอ” มันเป็นคำที่จริงและดีที่สุดคำหนึ่งจริงๆ มันไม่ใช่แค่แรงตอนฟังในเวลาที่ไม่อยากฟังออย่างเดียว แต่มันช่วยปลอบโยนได้ดีในเวลาที่เราพร้อมจะเปิดใจรับฟังแล้วด้วย

     ก็คิดดูว่า มันมีอะไรบ้างล่ะที่เกิดมาแบบไม่มีเหตุผล แม้จะเป็นเรื่องที่ไม่มีเหตุผลที่สุดก็เถอะ อยากเล่าให้ฟังว่า ตอนเด็กๆ เราเป็นเด็กซุ่มซ่าม ชนิดที่สามารถเดินตกท่อได้ทุกขณะ…
…แล้ววันหนึ่งก็เดินตกท่อจริงๆ… จังหวะที่เดินตกลงไปนั้น โอ้โห…แม้น้ำในท่อจะลึกแค่ครึ่งขา แต่ความอับอายมันลึกไปถึงหัวใจจริงๆ นะคุณ นาทีนั้นของเด็กวัย 7-8 ขวบ มันเหมือนโลกจะถล่มให้ได้ แต่สุดท้ายโลกก็ไม่ได้ถล่ม แล้วพอมาคิดจริงๆ ถ้าเราไม่เดินตกท่อวันนั้น เราก็ต้องเดินตกเข้าสักวันอยุ่ดีด้วยความซุ่มซ่าม แต่พอตกไปครั้งหนึ่งแล้ว เรากลับระวังตัวมากขึ้น แถมยังไปบอกให้คนอื่นระวังมากขึ้นได้อีกต่างหาก แต่กว่าจะคิดได้ ก็ไม่ใช่ว่าจะเป็นวันรุ่งขึ้น แต่อีกหลายปีต่อมาโน่น ซึ่งก็ไม่เป็นเป็นไร ไม่ได้รีบ เพราะถึงยังไง วันหนึ่งเราก็ได้เข้าใจเหตุผลและสร้างวิธีคิดเป็นของตัวเองอยู่ดี

     เรื่องนี้อาจจะมีคนเถียงว่า อ้าว…แล้วจะรู้ได้ไงว่า เหตุผลที่เราคิดจะเป็นสิ่งที่ถูก คำตอบคือ ไม่รู้หรอก ไม่มีใครรู้จริงๆ ด้วยนั่นแหล่ะ แต่รู้แล้วจะเป็นยังไง ไม่รู้แล้ว จะยังไง? เราต้องการเหตุผลที่แท้จริงซึ่งไม่มีใครรู้ว่าจะได้เมื่อไหร่ หรือเราอยากได้ความสงบสุข สบายใจ เดี๋ยวนั้นเลยล่ะ? ถ้าเลือกแบบหลัง ก็เหมาะแล้วที่เราจะคิดว่า ทุกอย่างเกิดขึ้นเพราะมีเหตุผล แต่ถ้าเลือกแบบแรก คือต้องการหาเหตุผลให้ได้ว่า มันเกิดอะไรขึ้นกับชีวิตชั้น ก็จงหาต่อไป วิ่งต่อไป เหนื่อยต่อไปตามสบาย

     รอบๆ ตัวตอนนี้ อุดมไปด้วยเพื่อนฝูงที่มีปัญหาหนักอก แทบจะเรียกได้ว่ารายวัน ซึ่งเราก็ไม่สามารถไปบำบัดทุกข์บำรุงสุขใครได้อย่างทั่วถึง มีเพียงแค่คำเดียวนี่แหล่ะว่า “ทุกอย่างที่เกิดขึ้น มีเหตุผลของมันเสมอ” ไม่ว่าจะเป็นเรื่องเศรษฐกิจไม่ดี ไข้หวัดสายพันธุ์ใหม่ ฯลฯ อะไรเกิดขึ้นแล้ว ก็หาวิธีแก้ปัญหาไปตามที่ควรจะเป็น ทำได้หรือไม่ได้ ก็ขอให้ทำอย่างถึงที่สุดก่อน แล้วค่อยยอมรับกับสิ่งที่มันเป็น แต่มีเราคนหนึ่งล่ะที่ไม่ขอใช้เวลาไปกับการเปลี่ยนแปลงสิ่งที่เกิดขึ้นแล้ว เพราะมันทำไม่ได้ รู้อย่างเดียวว่า เดินตกท่อบ้างก็ดีเหมือนกัน

จากหนังสือดีๆ ในชีวิตอีกหนึ่งเล่ม “If You Care Enough” วิไลรัตน์ เอมเอี่ยม

Leave a Reply

Connect with Facebook

Weboy